อินเตอร์เน็ตบ้านในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นจากความพยายามของหน่วยงานวิจัยและการศึกษาในช่วงปี 1987–1992 หลังจากนั้นได้เข้าสู่การให้บริการในเชิงพาณิชย์ และเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนมาถึงยุคปัจจุบันกับเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติก ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างมหาศาล
1. การทดลองและการเริ่มต้น (1987–1992)
- ปี 1987 — อินเตอร์เน็ตในประเทศไทยเริ่มต้นจากการทดลองเชื่อมต่อข้อมูลในกลุ่มนักวิชาการ โดยมีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) เป็นผู้ผลักดัน ใช้โปรโตคอล UUCP (Unix-to-Unix Copy Protocol) แลกเปลี่ยนอีเมลและข้อมูลกับต่างประเทศผ่านระบบโทรคมนาคม
- ปี 1992 — ประเทศไทยเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศครั้งแรกที่ความเร็ว 9.6 kbps ผ่านเครือข่ายที่สนับสนุนโดย NECTEC และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยใช้เพื่องานวิจัยเป็นหลัก
2. การเกิดขึ้นของอินเตอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ (1995)
- อินเตอร์เน็ตบ้านเริ่มต้นในเชิงพาณิชย์ เมื่อ INET และ KSC Internet เป็นผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) รายแรกของประเทศไทย
- การเชื่อมต่อยุคนี้ใช้ Dial-up Modem ผ่านสายโทรศัพท์พื้นฐาน ความเร็วเริ่มต้น 28.8 kbps และเพิ่มเป็น 56 kbps
- ผู้ใช้งานต้องเสียค่าโทรศัพท์เพิ่มตามระยะเวลาที่ใช้งานอินเตอร์เน็ต
3. การพัฒนาอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (2000–2010)
- ปี 2000 — เทคโนโลยี ADSL (Asymmetric Digital Subscriber Line) ถูกนำมาใช้ ทำให้ความเร็วเพิ่มขึ้นเป็น 128 kbps – 8 Mbps ผู้ให้บริการรายใหญ่ เช่น TOT, TRUE และ CAT Telecom เริ่มขยายเครือข่ายไปยังบ้านเรือนและสำนักงาน
- ปี 2010 — การเปิดตัวเทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติกทำให้อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงแพร่หลาย บริการ Fiber to the Home (FTTH) ถูกนำเสนอโดยผู้ให้บริการหลัก เช่น TRUE Online, 3BB และ AIS Fibre
4. การสนับสนุนจากภาครัฐ
- Thailand ICT Master Plan — แผนแม่บทเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล
- โครงการ USO (Universal Service Obligation) — ติดตั้งอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ห่างไกล
5. การเติบโตของอินเทอร์เน็ตบ้าน
การเติบโตของอินเตอร์เน็ตบ้านในประเทศไทยเป็นไปอย่างรวดเร็ว การแข่งขันระหว่าง ISP ช่วยลดราคาค่าบริการและเพิ่มความเร็ว ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตบ้านในประเทศไทยมีความเร็วสูงสุดถึง 1–2 Gbps และครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 90% ของประเทศ
